โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาล รวมถึงความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาอีกทั้งกระบวนการทางธุรกิจมีความซับซ้อน จึงจำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะขั้นสูง ซึ่งมนุษย์อาจมีขีดจำกัดด้านศักยภาพในการทำงาน และเทคโนโลยีแบบเดิม อาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่เทคโนโลยีแบบเดิมในการทำธุรกิจได้อีก จึงมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการตลาด เช่น
· Customer Service (ด้านบริการลูกค้า) โดยหัวใจสำคัญของการบริการลูกค้า คือ การสื่อสาร ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นงานที่ต้องใช้มนุษย์เป็นหลัก แต่หลังจากมีเทคโนโลยี AI ทำให้มีการคิดค้นและพัฒนา Chatbot ขึ้นมา เพื่อช่วยในการสื่อสารและสนับสนุนการให้บริการลูกค้า โดยสามารถพูดคุยโต้ตอบกับลูกค้าแบบอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง
· Logistic (การจัดส่งสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง), จัดการคลังสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง มีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงาน โดยมีการใช้งาน Robotics ในภาคการผลิต และมีการใช้รถขนส่งสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่งแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ AI ในการวางแผนการจราจรและเส้นทางการเดินทางที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาคลังสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง ด้วยระบบการวิเคราะห์ข้อมูลในคลังสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง โดย Morgan Stanley ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2024 จะมีรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติ วิ่งบนท้องถนนในสหรัฐฯ มากกว่าร้อยคัน คาดช่วยลดต้นทุนการขนส่ง 25%-30% ต่อไมล์ และในท้ายที่สุดอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้คนขับรถอีกต่อไป
· Personalized Marketing (การตลาดเฉพาะบุคคล) ในปัจจุบันภาคธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งหากแบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในระดับบุคคลแล้ว รวมถึงสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ถูกที่และถูกเวลา จะเป็นการช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน ในขณะที่มนุษย์ถูกลดบทบาทลง
นักวิเคราะห์ มีมุมมองว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจทำให้มีการลดจำนวนคนที่ใช้ในการะบวนการต่างๆ ลง จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาห่วงโซ่อุปทานโลกเผชิญกับการปัญหาการหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่งและชิ้นส่วนประกอบต่างๆ รวมทั้งยังเกิดความล่าช้าในการขนส่ง และปัญหาห่วงโซ่อุปทานยังถูกซ้ำเติมอีกรอบจากผลกระทบของการเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ปัญหาขยายเป็นวงกว้าง และยากที่จะรับมือ ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เห็นจุดบกพร่องของกระบวนการเหล่านี้จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนา AI เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจวิธีการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเช่น ตรวจสอบและประเมินได้ว่ารถบรรทุกขนส่งคันไหนจำเป็นที่จะต้องมีการซ่อมแซมหรือต้องมีการบำรุงรักษา นอกจากนี้ยังช่วยประมวลผลเพื่อหาช่องทางในการจัดส่งสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่งที่เหมาะสมมากที่สุด และยังสามารถติดตามสถานะการจัดส่งแบบ Real-Time ได้
ตัวอย่างบริษัท ที่ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ที่ได้มีการนำ AI มาใช้ คือ Maersk ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในผู้ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และสายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Maersk ได้มีการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง และวางแผนที่จะพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการต่างๆ ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทได้ใช้ AI ในการสร้าง Predictive Cargo Arrival Model ในการคาดการณ์การมาถึงของสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ AI เพื่อช่วยในการประเมินช่วงเวลาในการส่งออกสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่งที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยในการวางแผนการจัดส่งสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่ง การจัดการสินค้าที่ใช้งาน AI ในการช่วนรถรับจ้างขนส่งคงคลัง ซึ่งในท้ายที่สุดจะช่วยให้ต้นทุนลดลง นอกจากนี้ Maersk ยังใช้ AI ประเภท Large Language Model เพื่อช่วยในการจำแนก จดจำ สรุป ข้อมูลที่ถูกรวบรวมมา อย่างเช่น การทำธุรกรรมของลูกค้าในปีที่ผ่านมา ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าจากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อดูจุดที่อาจเกิดปัญหา และนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเหล่านั้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป
กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการมาของ AI
การมาของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้หลายบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องได้รับประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย อย่างเช่น Microsoft ที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการลงทุนใน AI มาตั้งแต่ในช่วงแรกเริ่ม ถือเป็นบริษัทที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในทศวรรษที่ผ่านมา Microsoft เติบโตมาจาก ธุรกิจ Cloud และหลังจากนี้เราเชื่อว่าการเปิดตัวของ ChatGPT จะเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของบริษัท ซึ่งเป็นยุคที่ AI แทรกซึมเข้ามาในกิจกรรมมนุษย์มากขึ้น โดย ChatGPT ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น ในการมีผู้ใช้งานครบ 100 ล้านคน ทำลายสถิติแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Tiktok ที่เคยทำไว้ 9 เดือน
อีกกลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจน คือ กลุ่มบริษัทที่ผลิตชิปสำหรับ AI อย่าง NVIDIA ซึ่งรายได้ส่วนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Data Center ของบริษัท โดยในไตรมาสล่าสุดเติบโตมากถึง +14% YoY ขณะที่รายได้ส่วนอื่นหดตัวลง ซึ่ง Microsoft และ Google ผู้นำด้าน Chatbot AI ก็เป็นลูกค้าของ NVIDIA ทั้งคู่ ด้วยกระแสของ AI ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทมีการปรับตัวพุ่งสูงขึ้นและกลายเป็นบริษัทผลิตชิปรายแรกที่มี Market Capital แตะที่ระดับ $1 Trillion โดย Global X มีการคาดการณ์ถึงเม็ดเงินที่จะใช้จ่ายในเครื่องประมวลผลสำหรับ AI บน Cloud และ Data Centers อยู่ที่ระดับ $38 Billion ในปี 2026 เพิ่มขึ้นถึง +245% นับตั้งแต่ปี 2022 ทั้งนี้ เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลที่มีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ของผู้ผลิต Chip ให้เติบโตได้ต่อเนื่องในระยะข้าง
AI เข้ามามีบทบาทต่อโลกในยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นหลังจากนี้ อาจมีบางอาชีพที่หายไป หรือ บางอาชีพเกิดขึ้นใหม่ โดย AI ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องให้เกิดประโยชน์เฉพาะด้านมากมายในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนของกระบวนการและข้อมูล ช่วยให้มีความซับซ้อนที่ลดลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเราเชื่อว่าการมาของ ChatGPT จาก Microsoft เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของยุค AI อย่างแท้จริง ที่จะช่วยผลักดันให้มีการใช้งานหลากหลายขึ้น เข้าถึงผู้คนมากขึ้น และจะเป็นแรงหนุนให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเติบโตไปได้อีกไกลในระยะข้างหน้า